การสมัครเรียน

การสมัครเรียนต่อระดับสูง่

การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น

Q:จะขอวีซ่านักเรียนได้อย่างไร

A:J Kokusai Gakuin ได้รับอณุญาตจากสมาคมสนับสนุนการเรียนภาษาญี่ปุ่น การขอวีซ่า ใบอณุญาตพำนัก และการดำเนินการเกี่ยวกับวีซ่าทางโรงเรียนจะช่วยแนะนำให้ ขอให้สบายใจในการสมัคร

Q:ถ้าผ่านการสอบเทียบระดับมัธยมปลาย จะสามารถสมัครได้หรือไม่

A:ผู้ที่ผ่านการสอบเทียบจะถือว่ามีวุฒิการศึกษาเทียบเท่าระดับมัธยมปลาย ตรงตามเงื่อนไขและสามารถสมัครเรียนได้

Q:- ถ้าไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นจะสามารถสมัครด้วยตนเองได้หรอไม่

A:ทางโรงเรียนมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารด้วยภาษาเกาหลี ภาษาจีน ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้คำแนะนำในการสมัครเรียน

Q:เอกสารของผู้สนับสนุนทางการเงินมีอะไรบ้าง

A:ผู้สนับสนุนทางการเงินในที่นี้หมายถึง ผู้ที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนทั้งหมดขณะที่นักเรียนเรียนที่ญี่ปุ่น โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง และต้องมีฐานะทางการเงิน รายรับที่มั่นคง และสามารถเตรียมเอกสารการทำงานได้ (หากเป็นเจ้าของกิจการ จะใช้สำเนาใบจดทะเบียนกิจการ), เอกสารแสดงจำนวนเงินในบัญขี (ขั้นต่ำคือประมาณ 3,000,000 เยน) เอกสารอื่นๆเช่น เอกสารรับรองการเสียภาษี ทะเบียนบ้าน เอกสารแสดงความสัมพันธ์กับผู้สมัครเป็นต้น และอาจจะมีเอกสารอื่นๆ หากกองตรวจคนเข้าเมืองขอเพิ่ม

Q:- ที่ผ่านมาเคยมาญี่ปุ่นระยะสั้นหลายครั้ง จะสามารถสมัครเรียนได้หรือไม่

A:การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่มาญี่ปุ่น จุดประสงค์ และระยะเวลาพักอาศัย รายละเอียดกรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่

Q: ถ้ามาเข้าเรียนระยะสั้น และจะต่อระยะยาว จะสามารถเปลี่ยนวีซ่าที่ญี่ปุ่นได้หรือไม่หากผลการสมัครประกาศขณะที่อยู่ในญี่ปุ่นจะสามารถดำเนินการเปลี่ยนวีซ่าได้ แต่ทั้งนี้อาจมีเงื่อนไขอื่นๆอีก กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่

A:หากผลการสมัครประกาศขณะที่อยู่ในญี่ปุ่นจะสามารถดำเนินการเปลี่ยนวีซ่าได้ แต่ทั้งนี้อาจมีเงื่อนไขอื่นๆอีก กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่

Q:มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นเปิดรับสมัครเมื่อไหร่

A:การรับสมัครจะแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดรับสมัครช่วงเดือนกันยายนของทุกปี ส่วนมหาวิทยาลัยรัฐบาลจะเปิดรับสมัครช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และหลักจากนั้นจะมีการสอบคัดเลือก หากผ่านจะได้เข้าเรียนภาคเรียนเดือนเมษายน

Q:- ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับนักเรียนต่างชาติ (EJU) ต่างจาก ข้อสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (JLPT) ต่างกันอย่างไร

A:EJU เป็นข้อสอบคัดเลือกเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย โดยจะจัดสอบปีละ 2 ครั้ง ในเดือนมิถุนายน และพฤศจิกายน ส่วนการสอบ JLPT จะเป็นการวัดระดับภาษาญี่ปุ่น โดยมีทั้งหมด 5 ระดับคือ N1-N5 จัดสอบปีละ 2 ครี่งในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม นักเรียนที่ผ่านระดับ N1 และ N2 จะสามารถสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนเฉพาะทางได้

Q:คุณสมบัติที่จำเป็นในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง

A:คุณสมบัติขั้นต้นคือต้องเป็นผู้ที่จบการศึกษา 12 ปีหรือมากกว่า ผ่านการสอบวัดระดับ N2 หรือสูงกว่า และมีคะแนนสอบ EJU วิชาภาษาญี่ปุ่นมากกว่า 200 คะแนน ในบางมหาวิทยาลัยอาจมีข้อกำหนดนอกเหนือจากนี้

Q:ทำงานพิเศษได้หรือไม่

A:นักเรียนสามารถทำงานพิเศษได้ แต่ต้องได้รับอณุญาตจากกองตรวจคนเข้าเมืองก่อน โดยจะขอใบอณุญาตได้หลังจากเข้าเรียนแล้ว 3 เดือน เพื่อปรับตัวให้คุ้นเคยกับญี่ปุ่น เมื่อได้รับอณุญาตแล้วจะสามารถทำงานได้วันละ 4 ชั่วโมง นักเรียนส่วนใหญ่จะทำงานที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหารต่างๆ

Q:จะหาที่อยู่ได้อย่างไร

A:สำหรับนักเรียนที่ไม่ได้มีญาติหรือเพื่อนในญี่ปุ่นการหาที่อยู่เองนั้นค่อนข้างลำบากทีเดียว หอพักของโรงเรียนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยทางโรงเรียนได้เตรียมหอพักในบริเวณใกล้เคียงโรงเรียนเอาไว้ให้แล้ว เมื่อนักเรียนเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นแล้วสามารถหาที่พักใหม่ได้ด้วยตนเอง และทางโรงเรียนจะให้คำปรึกษาในเรื่องการทำสัญญาที่อยู่ใหม่

Q:หากป่วยหรือบาดเจ็บขณะอยู่ที่ญี่ปุ่นควรทำอย่างไร

A:หากไม่สบายหรือบาดเจ็บ นักเรียนสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันทีที่ Tougenkai Clinic คลีนิคในกลุ่มบริษัท นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังจัดการตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้งด้วย

Q:- ใช้อินเตอร์เน็ทได้หรือไม่

A:นักเรียนสามารถใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทที่โรงเรียนได้ระหว่างเวลา 9.00-18.00 ในวันจันทร์ถึงวันเสาร์

Q:มีทุนการศึกษาหรือไม่

A:ดูรายละเอียดเกี่ยวกับทุนการศึกษา ที่นี่

Q:ที่โรงเรียนสอนภาษา สามารถเรียนวิชาอื่นนอกจากภาษาญี่ปุ่นได้หรือไม่

A:นอกจากภาษาญี่ปุ่นแล้ว ทางโรงเรียนได้จัดเตรียมวิชาการพยาบาลเบื้องต้น และภาษาญี่ปุ่นในการใช้งานจริง เพื่อเสริมสร้างความรู้แก่นักเรียน มีวิชาคณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย และมีการจัดทัศนศึกษาเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมญี่ปุ่นด้วย